ประวัติของเครือคาโอ

ธุรกิจของคาโอเริ่มต้นจากความมุ่งมั่นในการผลิตสบู่ที่ดีมีคุณภาพ ด้วยภารกิจในการเสริมสร้างคุณภาพการดำเนินชีวิตเคียงข้าง
ผู้บริโภคและลูกค้า ดังประวัติของคาโอ ซึ่งแบ่งตามหัวข้อต่างๆ 5 หัวข้อ ดังนี้

ก่อตั้งในปี 1887
ภารกิจในการเสริมสร้างคุณภาพการดำเนินชีวิตของผู้คน

ด้วยความปรารถนาอันแรงกล้าของผู้ก่อตั้ง มร.โทมิโร นางาเสะ ในการส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่ดี ให้กับผู้คนได้มากที่สุด  ได้หล่อหลอมกลายเป็นจิตวิญญาณในการ "สร้างสรรค์สิ่งดี" ที่เป็นวัฒนธรรมองค์กรสืบทอดกันมากว่า 130 ปี

สบู่คุณภาพสูงที่ผลิตในประเทศญี่ปุ่น ดีพอในการนำมาใช้ล้างหน้าได้

1887
ผู้ก่อตั้งคาโอ มร.โทมิโร นางาเสะ ได้เปิดร้านขายของจิปาถะนำเข้าจากแถบทวีปตะวันตก ชื่อ "นางาเสะโชเต็ง" ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของคาโอ

1890
เริ่มวางจำหน่าย "สบู่คาโอ" ซึ่งเป็นสบู่ล้างหน้าคุณภาพสูงที่ผลิตในประเทศญี่ปุ่น
ที่ประเทศญี่ปุ่นในสมัยนั้น สบู่ที่วางจำหน่าย จะเป็นผลิตภัณฑ์ไม่ได้มาตรฐาน ที่ผลิตภายในประเทศ หรือผลิตภัณฑ์ราคาแพงซึ่งนำเข้าจากต่างประเทศ ด้วยเหตุนี้ มร.นางาเสะ จึงต้องการผลิตสบู่ที่มีคุณภาพสูง ราคาไม่แพง และสามารถใช้ล้างหน้าได้ด้วย มร.โทมิโร ได้เริ่มทำการพัฒนาสบู่ที่ผลิตในประเทศขึ้นด้วยตนเอง ความพยายามของเขาในการแสวงหาความรู้ที่จำเป็นนี้ ส่งผลให้เขาและทีมงานมีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านเคมี ตลอดจนเทคนิคการผสมน้ำหอมและสี

บรรจุภัณฑ์ของสบู่คาโอ

จากความคิดที่จะผลิตสบู่ในประเทศที่มีคุณภาพสูงและใช้ล้างหน้าได้ด้วย และจากการที่ผู้คนในสมัยนั้นเรียกสบู่เสริมความงามว่า "สบู่ล้างหน้า" เขาจึงตั้งชื่อผลิตภัณฑ์ว่า "สบู่คาโอ" ("คาโอ" ในภาษาญี่ปุ่นแปลว่า "หน้า") ซึ่งชื่อของบริษัทก็มีที่มาจากการใช้อักษรคันจิที่ออกเสียงว่า "คาโอ" แต่มีความหมายว่า "ราชาแห่งดอกไม้"   

เอกสารแนบของ "สบู่คาโอ" (ใบรับรองผลการวิเคราะห์)

มร. โทมิโร นางาเสะ ยังให้ความพิถีพิถันในเรื่องการรับรองคุณภาพสินค้า โดยให้ผู้เชี่ยวชาญด้านเภสัชศาสตร์ วิเคราะห์สบู่ และออกใบรับรองผลิตภัณฑ์พร้อมแนบคำแนะนำลงในกล่องสบู่ที่ทำจากไม้พอโลเนีย  ปัจจุบันความปลอดภัย/ความมั่นใจ/การรับรองคุณภาพสินค้านั้นถือเป็นเรื่องปกติ แต่ในสมัยนั้น "การรับรองคุณภาพสินค้า" ให้กับผู้บริโภคในประเทศญี่ปุ่นนั้น ไม่เคยมีใครทำมาก่อน จึงถือเป็นเรื่องที่สร้างสรรค์มาก

“ผู้บริโภคจะรู้ว่าผลิตภัณฑ์ดี ก็ต่อเมื่อได้ลองใช้” เป็นกลยุทธ์ที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน ซึ่งช่วยให้สบู่คาโอได้รับความนิยมมากขึ้น

(ซ้าย) ป้ายโฆษณาตามทางรถไฟ
(ขวา) โปสเตอร์ภาพเกอิชาที่มีชื่อเสียงของอาคาซากะ โตเกียว (ประมาณปี 1910)

จากความเชื่อที่ว่า "ของดีนั้น มีคนรู้จักมาก แต่ต้องซื้อไปใช้เท่านั้น จึงจะรู้ว่าผลิตภัณฑ์นั้นเป็นของดี" มร.โทมิโร จึงได้ทำการโฆษณาและพัฒนาวิธีการขายแบบที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน สำหรับการโฆษณา เขาได้ใช้วิธีการที่เป็นเอกลักษณ์มากมาย เช่น การโฆษณาในหนังสือพิมพ์บ่อยครั้ง, การใช้โปสเตอร์ภาพเกอิชาที่มีชื่อเสียงในการนำเสนอสินค้า, การตั้งป้ายโฆษณาตามทางรถไฟซึ่งถือเป็นการโฆษณาที่แปลกใหม่ในสมัยนั้น สำหรับวิธีการขาย สบู่คาโอได้วางขายไปทั่วประเทศ ซึ่งเป็นวิธีที่แทบจะไม่มีใครทำมาก่อนเลยในประเทศญี่ปุ่น  ส่งผลให้สบู่คาโอได้รับความนิยมไปทั่วประเทศ และกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตผู้คนในสมัยนั้น

“ความโชคดีจะมีให้แก่ผู้ที่ทำงานอย่างขยันหมั่นเพียรและปฏิบัติตนด้วยความซื่อสัตย์” คือคำพูดสุดท้ายของผู้ก่อตั้งที่ได้กล่าวไว้กับครอบครัว

หนังสือพินัยกรรม

ในหนังสือพินัยกรรมที่ทิ้งไว้ให้กับครอบครัว เขียนว่า “ความโชคดีจะมีให้แก่ผู้ที่ทำงานอย่างขยันหมั่นเพียรและปฏิบัติตนด้วยความซื่อสัตย์” เป็นคำพูดเตือนใจให้กระทำการใดๆ ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตเสมอ เพื่อให้ได้มาซึ่งการสนับสนุนและความไว้วางใจจากผู้บริโภค ซึ่งเป็นเบื้องหลังแนวคิดในหลักคุณค่าของปรัชญาองค์กรที่เรียกว่า "วิถีทางของคาโอ" ซึ่งพนักงานคาโอใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติตน

นับตั้งแต่ก่อตั้ง คาโอให้ความสำคัญกับการรับฟังความคิดเห็นของผู้บริโภค ตั้งแต่ยุค 1930 เป็นต้นมา เราได้จัดการประชุมเชิงปฎิบัติการเพื่อสนทนาตอบโต้กับลูกค้าโดยตรง และในยุค 1970 เราได้พัฒนาโครงสร้างและระบบขึ้น เพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์จากข้อเสนอแนะของลูกค้าได้มากที่สุด

การสนทนาตอบโต้กับลูกค้าโดยตรงเพื่อนำเสนอวิถีการดำเนินชีวิตที่ดีขึ้น

1934
ด้วยแนวคิดในการเรียนรู้ลูกค้าให้มากขึ้น เพื่อเสนอแนวทางการดำเนินชีวิตที่ดียิ่งขึ้น คาโอได้สร้าง "สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์งานบ้าน" ขึ้น (ในปี 1937 เปลี่ยนชื่อเป็น "สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์งานบ้าน นางาเสะ") สถาบันวิจัยแห่งนี้ทำการวิจัยเกี่ยวกับวิธีทำงานบ้านอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ พร้อมทั้งเปิดเผยข้อมูลผ่านงานสัมมนาวิชาการ, การบรรยาย, การสนทนา, งานฉายภาพยนตร์ ต่างๆ ซึ่งงานเหล่านี้ก็ถือเป็นโอกาสและสถานที่ ในการสนทนาตอบโต้กับลูกค้าโดยตรงด้วย นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้นำเสนอการใช้ชีวิตรูปแบบใหม่ต่อผู้บริโภคชาวญี่ปุ่นในสมัยนั้น ผ่านวารสาร "วิทยาศาสตร์ของงานบ้าน" (ปี 1937) ด้วย แนวความคิดของคาโอ ที่ว่า "ผู้บริโภคคือจุดเริ่มต้น" ซึ่งมีการนำข้อเสนอแนะของลูกค้าที่ได้รับจากการสนทนาตอบโต้กับลูกค้าโดยตรง ไปใช้ให้เป็นประโยชน์ในการพัฒนาสินค้าหรือปรับปรุงให้ดีขึ้น ยังคงได้รับการสืบทอดกันมาจนถึงปัจจุบัน

เพื่อใช้ประโยชน์สูงสุดจากข้อเสนอแนะของลูกค้า

1954
เริ่มให้คำปรึกษาแก่ผู้บริโภค มีการสร้างระบบเพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์จากข้อเสนอแนะของลูกค้า โดยข้อมูลการปรึกษาทั้งหมดจะถูกส่งต่อไปยังแผนกที่เกี่ยวข้องเพื่อทำการประมวล
 
1971
ก่อตั้ง "สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์การดำเนินชีวิต คาโอ" ซึ่งเป็นแผนกที่ให้คำปรึกษา ชี้แนะ และทำการวิจัยเกี่ยวกับงานบ้าน โดยมีจุดประสงค์เพื่อดูแลและตอบสนองต่อปัญหาของผู้บริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
 
1978
เริ่มใช้ระบบฐานข้อมูลการปรึกษาปัญหาของผู้บริโภค (หรือที่เรียกกันว่า "ระบบเอโค") โดยการเก็บสะสมข้อมูล เช่น ข้อร้องเรียน ข้อเสนอแนะ  คำถามจากลูกค้า ฯลฯ ไว้ที่ฐานข้อมูล เพื่อการตอบสนองและจัดการกับปัญหาของลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว ระบบนี้ช่วยให้เราสามารถนำข้อมูลการตอบรับของลูกค้ามาวิเคราะห์ได้ทั่วทั้งบริษัท เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ บนพื้นฐานของข้อมูลที่ได้เก็บสะสมไว้

2017
เราได้ให้คำปรึกษากับผู้บริโภคภายในประเทศญี่ปุ่นประมาณ 220,000 เรื่องต่อปี ซึ่งข้อมูลดังกล่าวได้ถูกแบ่งปันและนำไปใช้ในแผนกต่างๆ  นอกจากนี้เรายังได้พัฒนาระบบส่วนกลางสำหรับรวบรวมข้อเสนอแนะของลูกค้าในเครือคาโอจากทั่วโลก เพื่อไว้ใช้ประโยชน์ในการปรับปรุงและพัฒนาคุณภาพสินค้าของเราทั่วโลก

ในปี 1991 คาโอ จำหน่ายขวดแชมพูที่มีรอยหยัก ในตลาดเป็นครั้งแรก

ถึงแม้จะหลับตาหรือวิสัยทัศน์ไม่ดี รอยหยักบนขวดทำให้สามารถแยกได้ระหว่างขวดแชมพูกับขวดครีมนวดผม การปรับเปลี่ยนและดัดแปลงให้เหมาะสมนี้ ที่เกิดขึ้นมาจากข้อเสนอแนะของลูกค้า ได้กลายเป็นมาตรฐานอุตสาหกรรมไม่เฉพาะในประเทศญี่ปุ่นเท่านั้น แต่ยังกลายเป็นมาตรฐานอุตสาหกรรมโลกด้วย

คาโอได้ขยายขอบเขตธุรกิจไปสู่ธุรกิจความงาม สุขภาพ ฯลฯ และได้ให้กำเนิดแบรนด์ที่ได้รับความนิยมมากมาย อันเป็นผลจากความสามารถทางการวิจัยและพัฒนาที่ยอดเยี่ยม

ยุค 1950 - ยุค 1960
ขยายสู่ธุรกิจ "การทำความสะอาด"  – สำหรับเส้นผม เสื้อผ้า ไปจนถึง ที่อยู่อาศัย

คาโอเริ่มต้นจากสบู่ แต่เราต้องการจัดการกับปัญหาคราบสกปรกที่ไม่สามารถล้างออกได้ด้วยสบู่เพียงอย่างเดียว เราจึงมุ่งเน้นการวิจัยไปที่วัตถุดิบ โดยในยุค 1950 คาโอได้พัฒนาเทคโนโลยีเกี่ยวกับ fatty alcohol ที่สกัดจากน้ำมันธรรมชาติขึ้นมาใหม่ และนำไปใช้ในการสร้างผลิตภัณฑ์เพื่อกำจัดคราบสกปรกต่าง ๆ สำหรับ เส้นผม, เสื้อผ้า, ที่อยู่อาศัย ฯลฯ ส่งผลให้ธุรกิจของคาโอซึ่งเริ่มต้นจากสบู่ พัฒนาไปสู่ธุรกิจขนาดใหญ่

1951 ผงซักฟอกสำหรับเสื้อผ้า วันเดอร์ฟูล
1955 คาโอ แฟซ่า แชมพู
1958 น้ำยาล้างจาน วันเดอร์ฟูล เค
1960 น้ำยาทำสะอาดบ้าน มายเพ็ท  

ยุค 1970 - ยุค 1980
ขยายสู่ธุรกิจความงาม และสุขภาพ  ภายใต้การวิจัยเกี่ยวกับผู้คน

ในยุค 1970 คาโอเน้นการวิจัยขั้นพื้นฐานเกี่ยวกับผู้คน เช่น ผิวหนัง  และเส้นผม เราได้ผสมผสานเทคโนโลยีด้านชีวภาพ กระดาษ และโมเลกุลขนาดใหญ่ เข้าด้วยกัน เพื่อเพิ่มความหลากหลายทางธุรกิจ  ซึ่งส่งผลให้ธุรกิจของเราขยายตัวเป็นอย่างมาก ไปสู่ธุรกิจความงาม และสุขภาพ พร้อมการสร้างแบรนด์ที่หลากหลายในการกระจายธุรกิจ

1978 ผ้าอนามัย ลอรีเอะ
1980 โฟมล้างหน้า บิโอเร
1982 เครื่องสำอาง Sofina
1983 ผลิตภัณฑ์คาร์บอร์เนตสำหรับแช่น้ำอาบ Bub,
1983 ผ้าอ้อมเด็กสำเร็จรูปเมอร์รี่ส์
1984 สบู่เหลวอาบน้ำ Bioré u
1987 ผงซักฟอกสูตรเข้มข้นแอทแทค

ความสามารถในการวิจัยและพัฒนาเปิดทางสู่ธุรกิจใหม่ ๆ

คาโอ ได้ก่อตั้งฝ่ายวิจัยและพัฒนาขึ้นในปี 1976 และกำหนดให้การวิจัยและพัฒนาเป็นฐานของธุรกิจ ณ "การประชุม R&D" ซึ่งผู้ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ทุกคนเข้าร่วมประชุมนั้น นักวิจัยสามารถถกปัญหากับผู้บริหารระดับสูงได้อย่างเปิดกว้างและเสรี ภายในของฝ่ายวิจัย เป็นลักษณะห้องเดี่ยวขนาดใหญ่ ซึ่งไม่มีที่กั้นระหว่างแผนก ทำให้สามารถแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างแผนกได้เป็นอย่างดี และส่งผลให้เกิดการสร้างธุรกิจใหม่ ๆ ตามมา
ขยายจากธุรกิจด้านความสะอาด สู่ธุรกิจที่หลากหลาย เช่น ความงาม และสุขภาพ พร้อมเปลี่ยนชื่อบริษัท จาก Kao Soap Company เป็น Kao Corporation (คาโอ คอร์ปอเรชั่น) ในปี 1985

(ซ้าย) การวิจัยเกี่ยวกับชีวภาพของผิวหนัง ("สถาบันวิจัยโทจิงิ" ก่อตั้งขึ้นในปี 1978)
(กลาง) บรรยากาศ "การประชุม R&D"
(ขวา) สำนักงานแบบเปิด เพื่อส่งเสริมปฎิสัมพันธ์

แบรนด์ที่เกิดขึ้นในประเทศญี่ปุ่นได้ขยายตัวไปยังประเทศต่าง ๆ ในทวีปเอเชีย ผ่านการสร้างผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับการดำเนินชีวิตของผู้บริโภคในประเทศนั้นๆ ส่วนในยุโรปและอเมริกาเหนือ ก็มีแบรนด์ผลิตภัณฑ์ดูแลรักษาความงามที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ มาร่วมเป็นสมาชิกของเครือคาโอด้วย

ยุค 1960 -การขยายธุรกิจไปยังทวีปเอเชีย
คาโอได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับการดำเนินชีวิตในประเทศเหล่านี้

กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคของคาโอ ได้เริ่มต้นจากการส่งออกไปขายที่ประเทศไทย พร้อมการก่อตั้งบริษัท คาโอ อินดัสเตรียล (ประเทศไทย)  จำกัด และ บริษัท ไต้หวัน คาโอ จำกัด ในปี 1964 ในฐานะบริษัทนอกประเทศญี่ปุ่นแห่งแรกของคาโอ หลังจากนั้น คาโอได้ขยายธุรกิจโดยเน้นการผลิตและจำหน่าย ในประเทศแถบภูมิภาคเอเชีย

1964 ก่อตั้ง คาโอ อินดัสเตรียล (ประเทศไทย) และ ไต้หวัน-คาโอ
1965 ก่อตั้ง บริษัท มาเลเซีย คาโอ จำกัด  ในประเทศสิงคโปร์
1970 ก่อตั้ง คาโอ (ฮ่องกง)
1973 ก่อตั้ง คาโอ (มาเลเซีย)
1985 ร่วมทุนกับบริษัท P.T. Dino Indonesia Industrial
1993 ก่อตั้ง คาโอ คอร์ปอเรชั่น เซี่ยงไฮ้
1996 ก่อตั้ง คาโอ เวียตนาม

ในปัจจุบัน เรามีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์ในท้องถิ่น ตัวอย่างเช่น การวางจำหน่ายผลิตภัณฑ์ Attack Jaz1 ในประเทศอินโดนีเซียเมื่อปี 2014 ซึ่งครัวเรือนส่วนใหญ่ยังซักผ้าด้วยมือ อีกทั้งน้ำในท้องถิ่นมีความกระด้างสูง ทำให้ชำระล้างคราบสกปรกของเสื้อผ้าได้ยาก เราได้พัฒนาเทคโนโลยีใหม่ขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาเหล่านี้ และสามารถผลิตผงซักฟอกที่มีพลังขจัดคราบสกปรกได้อย่างยอดเยี่ยมได้สำเร็จ

ยุค 1980 การขยายธุรกิจไปยังยุโรปและอเมริกาเหนือ
มีแบรนด์ผลิตภัณฑ์ดูแลรักษาความงามที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ มาร่วม เป็นสมาชิกของเครือคาโอ

ช่วงปลายยุค 1980 ในยุโรปและอเมริกาเหนือ มีแบรนด์ผลิตภัณฑ์ดูแลรักษาความงามที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของเครือคาโอ เราได้ผสมผสานจุดแข็งและโลกทัศน์ของแบรนด์ต่างๆ ตลอดจนเทคโนโลยีของคาโอ เข้าด้วยกันในมิติที่สูง เพื่อให้เกิดพลังร่วมเชิงบวก

1
979 Guhl Kosmetik (ประเทศเยอรมัน: แบรนด์ผลิตภัณฑ์สำหรับดูแลเส้นผม)
1988 Andrew Jergens (ประเทศสหรัฐอเมริกา: แบรนด์ผลิตภัณฑ์สำหรับดูแลผิว)
1989 Goldwell (ประเทศเยอรมัน: แบรนด์ผลิตภัณฑ์สำหรับดูแลเส้นผมที่ใช้ในซาลอน)
2002 John Frieda (สหราชอาณาจักร: แบรนด์ผลิตภัณฑ์สำหรับดูแลผมขั้นพรีเมียม)
2005 Molton Brown (สหราชอาณาจักร: แบรนด์ผลิตภัณฑ์สำหรับไลฟ์สไตล์ที่หรูหรา)
2006 Kanebo Cosmetics (ประเทศญี่ปุ่น: แบรนด์เครื่องสำอาง)
2018 Oribe Hair Care (ประเทศสหรัฐอเมริกา: แบรนด์ผลิตภัณฑ์สำหรับดูแลเส้นผมขั้นซุปเปอร์พรีเมียมที่ได้รับรางวัล)   

คาโอ ได้ดำเนินการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเพื่อให้เราสามารถดำรงชีวิตที่สมบูรณ์ต่อไปในอนาคต

1987 –
ผงซักฟอกสูตรเข้มข้น
ในปี 1987 คาโอ ได้เเปิดตัวผงซักฟอกสูตรเข้มข้นที่มีประสิทธิภาพโดยใช้ปริมาณเพียงเล็กน้อย ทำให้ลดปริมาณกระดาษที่นำมาใช้ทำกล่องบรรจุภัณฑ์ รวมถึงพลังงานที่ใช้ในระหว่างการขนส่ง

1991 –
คาโอได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ในแบบถุงเติมและผลิตภัณฑ์เพื่อสามารถนำไปใช้กับบรรจุภัณฑ์เดิมที่มี โดยการเปลี่ยนแปลงเชิงรุกนี้สามารถลดการใช้พลาสติก พร้อมการปรับปรุงอีกมากมายเพื่อง่ายต่อการใช้งาน

การเปลี่ยนมาใช้ผลิตภัณฑ์สำหรับการใช้งานในรูปแบบรีฟิลหรือการเปลี่ยนภาชนะเพียงบางส่วน และการลดปริมาณพลาสติก

2000 –
กิจกรรมการปลูกป่าเพื่อทุกคน ของคาโอ
คาโอ ได้ดำเนินกิจกรรมในประเทศญี่ปุ่นเพื่อปกป้องพื้นที่สีเขียว  ปลูกฝังและสร้างโอกาสให้กับเด็ก ๆ ได้เล่นและสัมผัสกับธรรมชาติในชุมชน อีกทั้งพนักงานยังมีส่วนร่วมในกิจกรรมที่จัดใกล้กับสถานที่ทำงาน

2009
การประหยัดน้ำและไฟฟ้า ระหว่างการใช้ผลิตภัณฑ์
คาโอ วางจำหน่ายน้ำยาซักผ้าสูตรเข้มข้น Attack Neo
ซึ่งมีพลังในการซักล้างสูงแต่สามารถล้างฟองออกได้ง่าย ทำให้สามารถลดจำนวนครั้งของการซักน้ำธรรมดาในเครื่องซักผ้า จาก 2 ครั้งซึ่งเป็นมาตรฐานในเวลานั้น ให้เหลือเพียงครั้งเดียว ซึ่งช่วยประหยัดน้ำและไฟ และในปีเดียวกันนี้ คาโอได้ออกแถลงการณ์เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม แสดงให้เห็นถึงความพยายามของบริษัทฯ ในการสร้างผลิตภัณฑ์ที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญ

2012 –
กิจกรรมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในประเทศจีน
กิจกรรมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมร่วมกับรัฐบาล เพื่อกระตุ้นจิตสำนึกในเรื่องของความสำคัญในการอนุรักษ์น้ำและความสำคัญของแหล่งน้ำ  กิจกรรมมีตั้งแต่ การให้คำแนะนำสำหรับประชาชนทั่วไป จนถึงการร่วมกับกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในมหาวิทยาลัยทั่วประเทศจีนเพื่อเผยแพร่/ให้คำแนะนำเกี่ยวกับกิจกรรมการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและทรัพยากร

กิจกรรมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมที่มหาวิทยาลัย


นิเวศเคมีภัณฑ์เพื่อสังคม
คาโอสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์เชิงนิเวศเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมมากขึ้น  
ด้วยผลงานด้านสิ่งแวดล้อมในหลายๆ ด้าน เช่น การรีไซเคิลกระดาษ การก่อสร้างที่ไม่ก่อผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม การประหยัดพลังงานในที่ทำงาน การผลิตยางรถยนต์ที่ประหยัดน้ำมัน เป็นต้น
 

"สารเคมีสำหรับดูดหมึกพิมพ์ออกจากเส้นใยกระดาษ" (de-inking)เพื่อการนำกระดาษมาผลิตเป็นกระดาษรีไซเคิล

"สารเพิ่มความหนืดของคอนกรีต" สำหรับงานคอนกรีตใต้น้ำ คอนกรีตที่มีค่าความหนืดสูงขึ้นจะเกิดการแยกตัวของเนื้อคอนกรีตได้ยากขึ้น จึงช่วยป้องกันการปนเปื้อนของน้ำในงานก่อสร้างท่าเรือ ท่าเทียบเรือสะพาน และอื่นๆ

คาโอ นำเสนอผงหมึกสำหรับพิมพ์ในอุณหภูมิที่ต่ำซึ่งช่วยประหยัดไฟฟ้าในการถ่ายเอกสารได้

คาโอ นำเสนอ "สารเพิ่มการกระจายตัว" ที่ช่วยให้ซิลิกาซึ่งเป็นวัตถุดิบในการผลิตยางรถยนต์แบบประหยัดน้ำมันกระจายตัวอย่างสม่ำเสมอ

การพัฒนา "เม็ดสีแบบน้ำสำหรับหมึกพิมพ์อิงค์เจ็ท" ขึ้นเป็นครั้งแรกของโลก ที่สามารถพิมพ์ลงบนกระดาษและแผ่นฟิล์มได้ โดยปรับปรุงวิธีการทำงาน และลดผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมของโลก  

Page Top